• Arthouse School

พราว / คิดดี้ Yong Designer สองสาวสองสไตล์ กับ Collection เสื้อผ้าบนรันเวย์ ELLE ELLEmen Fashion Wee



เมื่อวันที่ 2-4 กันยายน ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออก และ นิตยสาร ELLE ประเทศไทย

ได้ร่วมมือกันจัดงาน ELLE ELLEmen Fashion Week 2016

ขึ้นที่ลานกิจกรรมกลางแจ้ง ชั้น1 ห้างสรรพสินค้า Central World

artHOUSE ได้รับบัตรเข้าชมแฟชั่นโชว์ “The Ultimate Showcase thai touch By DIP” ที่จัดแสดงผลงานการออกแบบแฟชั่นจาก6 Yong Designer รุ่นใหม่ของไทย และ 2 ใน 6 Yong Designer นี้

ก็มีศิษย์เก่าวิชาแฟชั่นดีไซน์ artHOUSE ร่วมจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ด้วย นั่นก็คือ

พราว ณัฏฐ์กานดา อมรรัตนโรจน์ ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานฤมิตศิลป์

เอกแฟชั่นสิ่งทอ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และคิดดี้ ประภัสสร พิชาลัย ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาทัศนศิลป์

เอกออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

พราว เด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลายจากเชียงใหม่ ที่ในแต่ละครั้งที่น้องพราวจะลงมาเรียนพิเศษแฟชั่นที่ artHOUSE ต้องรอช่วงปิดเทอมหรือรอวันหยุด และบางครั้งต้องส่งการบ้าน(อย่างตรงเวลา) ทาง E-mail (เมื่อลงมากรุงเทพฯไม่ได้จริงๆ) หรือในคลาสวิชาทฤษฏีนฤมิตศิลป์ที่เรียนในวันปกติ น้องพราวก็มีเพื่อนๆที่น่ารักช่วยอัดเสียงคุณครูส่งให้ฟังประกอบการอ่านหนังสือไปด้วย

คิดดี้ เด็กนักเรียนในกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างรู้ตัวช้าว่าตัวเองนั้นชอบแฟชั่น และมาเจอกับ artHOUSE และเริ่มเรียนแฟชั่น ในช่วง ม.6 ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มที่ช้าและเสี่ยงต่อการพลาดที่นั่งในการสอบตรง

ถึงแม้ว่าน้องๆทั้งสองคนจะมีอุปสรรค์ที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่น และมั่นใจในสายวิชาชีพที่ตนเลือก

ทำให้น้องๆสามารถเอาชนะใจตนเองและอุปสรรค์ทุกอย่าง สอบตรงเข้าสาขาแฟชั่นที่ตนหวังได้เป็นผลสำเร็จ

และโอกาสนี้ artHOUSE อยากพาทุกคนร่วมย้อนนึกถึงเรื่องราวประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

ร่วมกับ 2 ศิษย์เก่าคนเก่งของเรา พราว และ คิดดี้ ไปพร้อมๆกัน

หลังจากจบโชว์กับ ELLE ELLEmen FASHION WEEK 2016 ไปแล้ว ผลตอบรับกลับมาเป็นอย่างไรบ้าง ?

พราว : ผลตอบรับดีค่ะ มีคนติดต่อเข้ามาขอซื้อชุด แล้วก็ขอยืมชุดไปถ่าย magazine ด้วย ดีใจมากๆเลย

คิดดี้ : กระแสตอบรับเป็นที่น่าพอใจค่ะ อาจารย์และเพื่อนๆก็จะชมว่าสวย แล้วก็มีรุ่นพี่อยากยืมชุดไปถ่ายงานเหมือนกัน แต่โดยส่วนตัวดี้ก็หลงรักงานตัวเองด้วย คิดว่าจะเก็บไว้ใส่เองด้วยค่ะ(หัวเราะ)

แรงบันดาลใจในการออกแบบ Collection นี้คืออะไร?

คิดดี้ : มันเป็นเรื่องงานศิลปะของ Egon Schiele บวกกับงาน Metamophose ของ M.C. Escher เรานำเรื่องการเปลี่ยนฟอร์มของเค้ามาใช้ค่ะ ในส่วนของ Egon Schiele เค้าเป็นศิลปินในลัทธิแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) ที่ชอบสร้างงานเป็นสีนู้ดๆ เนื้อๆ ซึ่งดี้ดึง mood สีและลักษณะเด่นในการวาดของเขามาใช้ โดยเน้นไปที่ลักษณะการวาดคนที่มีความบิดเบี้ยว ซูบแห้ง คล้ายคนแก่ และผสมกับแนวคิดของ M.C. Escher ที่เล่าถึงเรื่องการกลาย โดยตีความทั้งหมดออกมาใช้เป็นฟอร์ม ทำเทคนิคเลี่ยนแบบเทคเจอร์ผิวหนังของคน สีของ Collection ก็เลยออกไปทางสีเนื้อๆชมพูอ่อนๆ ค่ะ


(Collection ของ คิดดี้)


(Collection ของพราว)

พราว : แรงบันดาลใจพูดเกี่ยวกับ heritage ของชนเผ่ากะเหรี่ยงปาดอง ก่อนที่พวกเขาจะอพยพมาอยู่ที่ประเทศไทย จากหนังสือ “walking amongst sharp knives” คือผู้หญิงจากชนเผ่ากะเหรี่ยงที่ออกมาเป็นผู้นำจากการถูกเอาเปรียบโดยประเทศพม่า พวกเขาเลยอพยพมาอยู่ที่ประเทศไทย โดยระหว่างทางได้ผ่านการสู้รบ และพกพาวัฒนธรรมพื้นถิ่นเข้ามาก่อนตั้งรกรากในประเทศไทย

ทำไมถึงได้มีโอกาสทำโชว์ใน ELLE ELLEmen FASHION WEEK 2016?

พราว : พอดีว่าทางกรมส่งเสริมการส่งออก กับ นิตยสาร Elle ประเทศไทย จะจัดโครงการประกวดชื่อ Thai touch the ultimate showcase (ค้นหาดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ทำ Collection เพื่อน ELLE FASHION WEEK โดยเฉพาะ) ค่ะ แล้วได้มีการเข้ามาเวิร์คชอป พูดตามมหาลัยต่างๆ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะประกวดดีมั้ยเพราะช่วงนั้นงานที่มหาลัยกับงานที่รับเองก็เยอะมากๆ แต่พอสุดท้ายเปลี่ยนใจไหนๆลองส่งไปดูก็ไม่เสียหาย ก็เลยเอาโปรเจคแฟชั่นที่ทำส่งอาจารย์ไว้ตอนปีสามเทอมปลายส่งเข้าไปวันสุดท้ายที่เค้าเปิดรับสมัคร แล้วผลที่ออกมาคือเข้ารอบ ก็ได้เข้ารอบมาเรื่อยๆจนถึงวันที่ได้นำผลงานโชว์ที่งาน Elle fashion week ค่ะ

คิดดี้ : ช่วงปิดเทอมคิดไว้ว่าจะลองฝึกงานดู แต่ก่อนหน้านั้นก็ส่งผลงานเข้าประกวดของ ELLE ไว้แล้ว (Thai touch the ultimate showcase) ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะติด แต่มีทีมงานโทรมาตามเรา เพราะเราได้เป็นตัวสำรองประมาณคนที่ 4-5 ค่ะ ได้มีโอกาสเข้าไปทำกิจกรรมที่ทาง ELLE ได้จัดเตรียมไว้ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 3 วัน จนวันสุดท้ายรอบตัดสินดี้ก็ผ่านเข้ารอบ ก็ต้องไปอยู่กับแบรนด์ vickteerut ซึ่งเค้าจะเป็นโคชในการออกแบบให้กับเรา หลังจากนั้นประมาณ 2-3 เดือน จนทั้งปิดเทอมก็ทำแต่ ELLE FASHION WEEK เนี่ยแหละค่ะ

"

จากคนส่งผลงานทั้งหมด 100 กว่าคน คัดเหลือเพียง 20 คน และหลังจากผ่านเข้ารอบ 20 คนแล้ว จะต้องมาเก็บตัวเพื่อทำกิจกรรมที่ทางกรมส่งเสริมการส่งออก และ นิตยสาร ELLE ประเทศไทย ได้จัดเตรียมไว้ให้เป็นค่ายสั้นๆมีระยะเวลาทั้งหมด 3 วัน โดยแบ่งกิจกรรมในแต่ละวันเป็น 2part คือ Marketing และ design ซึ่งความเข้มข้นก็อยู่ในมาตรฐานของการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดแบรนด์ได้เลย และในวันสุดท้าย จะเป็นการตัดสินผู้ผ่านเข้าคัดเลือกเพียง 6 คนที่จะได้ทำ Collection ที่ใช้ในการโชว์บนเวที ELLE ELLEmen FASHION WEEK 2016 นั่นเอง

"

ผลงานที่ส่งประกวด ออกแบบใหม่สำหรับ ELLE โดยเฉพาะ หรือ เราออกแบบไว้อยู่แล้ว

คิดดี้ : เป็นผลงานที่เราออกแบบไว้อยู่แล้วตอนเรียนค่ะ แต่ทางกองประกวดเค้าก็จะมาดูให้เราอีกที ทางดีไซเนอร์ที่เป็นโคชให้เราก็จะเข้ามาดูเรื่องมาเก็ตติ้งอีกทีว่าชุดแบบนี้มันจะใส่ได้จริงๆไหม คนจะใส่ได้จริงๆไหม หลังจากนั้นก็จะมีการตรวจอีกประมาณ 2-3 รอบทำให้กรมฯดู (กรมส่งเสริมการส่งออก) ทั้งให้ดีไซเนอร์อีกประมาณ 7-8 คนดู รวมไปถึงให้สไตลิสม์ดูด้วยอีกที กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลานานหลายขั้นตอนค่ะ

พราว : ตอนแรกเรานำงานเก่าที่ทำที่มหาลัยไปส่ง แต่พอถึงเวลาจริงแล้วมีการปรับเรื่องของ inspiration ต้องมีการ experiment งานเพิ่มเติมอีกเยอะมาก แล้วตัว Sketch ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ

ตอนอยู่ในค่ายของ ELLE ELLEmen FASHION WEEK 2016 เป็นยังไงบ้าง?

คิดดี้ : ค่อนข้างเหนื่อย แต่สนุกค่ะ ใน 3 วันนั้นคือกินนอนอยู่ที่โรงแรมที่จัดกิจกรรมเลยค่ะ ตอนแรกที่เราคิดว่าเราเป็นตัวสำรองอยู่แล้ว ตอนเข้าอบรมคลาสแรกเราก็ไม่ค่อยมีสมาธิฟังสักเท่าไหร่ ตอนส่ง Collection แรกทางกรรมการเค้าก็ไม่เข้าใจในสไตล์งานของเรา จนวันที่สองก็ลองส่งอีก Collection ดู ซึ่งกรรมการทุกคนชอบค่ะ เหมือนมันถูกกับจริตของพวกเค้าพอดี พอวันที่ 3 ประกาศผลเราก็ได้เข้ารอบไปทำเสื้อผ้าเพื่อทำโชว์จริงๆเลยค่ะ

พราว : ของพราวมีหลายอารมณ์มาก(หัวเราะ) ที่ท้ามายที่สุดก็คือการแข่งขันกับตัวเอง เพราะทาง ELLE จัดหาผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจแฟชั่นหลายท่านมาให้ความรู้ กรรมการก็เลยจะมีหลายแบบหลายสไตล์ เราก็เดาทางยากว่ามันควรจะออกมาในทิศทางไหน เพราะแต่ละท่านก็มีประสบการณ์ และความสามารถสูง เราก็ต้องพยายามศึกษาข้อมูลให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อมาประยุกต์กับแบรนด์ของเราให้ออกมาเป็นตัวเป็นตนที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดค่ะ




ช่วงที่ทำชุดเป็นยังไงกันบ้าง กดดันไหม?

พราว : ที่สุดในชีวิต(หัวเราะ) ทุกขั้นตอนเลย ตั้งแต่เรื่องBusiness plan, Marketing, Design ทุกอย่างต้องจัดการหาความรู้เองทั้งหมดว่าสิ่งไหนที่จะตอบโจทย์ลูกค้า เรื่องการออกแบบก็ต้องมีมาตรฐานของการตัดเย็บที่ดีมากๆ ทุกอย่างคือผ่านเราคนเดียวหมดเลย แล้วระหว่างทางมันไม่ได้สวยงาม อุปสรรคต่างๆเยอะแยะมากๆๆ ยอมรับว่าท้อไปหลายรอบแต่ก็คิดได้ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราไม่ทำก็ไม่มีใครมาทำแทนได้ คาดหวังว่าถ้าทำงานนี้จบเราก็คงจะแกร่งขึ้นในอีกระดับนึงแหละ(หัวเราะ)



คิดดี้ : กดดันตรงที่เราคิดว่าคนอื่นจะชอบในแนวของงานเรามั้ย ทำออกมาแล้วมันจะสวยมั้ย กังวลเรื่องนี้ตลอดเลยค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองยังขาดประสบการณ์มากๆเลย ช่วงนั้นไปสำเพ็งสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเพื่อไปซื้อของมาทำชุดเนี่ยแหละค่ะ เพราะเวลานั่งๆทำงานอยู่ ก็รู้สึกว่าของมันไม่พอหรือเราลืมซื้อของมา ก็ต้องวิ่งไปซื้ออีก เป็นเพราะเราไม่รอบครอบและจัดการตัวเองได้ไม่ค่อยดีด้วยค่ะ มันเลยทำให้เราต้องคอยเปลี่ยนอะไรอยู่เรื่อย แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ๆในทีมทุกคนนะคะที่ช่วยดี้อย่างเต็มที่มาตลอด



ตอนที่งานของเราออกสู่สายตาทุกคนที่มาดูโชว์ ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร?

คิดดี้ : เอาจริงๆตอนนั้นยังรู้สึกประหม่าอยู่เลยค่ะ แต่พอเดินออกไปแล้วก็รู้สึกดีกว่าที่คิด สำหรับ Collection นี้ดี้ภูมิใจมากๆ โดยรวมแล้วมันดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ

พราว : รู้สึกดีใจมากๆๆ แล้วคิดต่อเลยว่าถ้าโชว์ครั้งต่อไปจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้อีก เรื่อยๆ




ประสบการณ์ครั้งนี้ให้อะไรกับเราบ้าง?

คิดดี้ : มันเป็นโอกาสที่ดีมากๆเลยนะคะ ถ้าไม่มาประกวดงานนี้ก็ไม่มีทางได้พูดคุยกับดีไซเนอร์ที่เก่งๆเลย แล้วทุกคนเค้าก็เต็มที่ให้กับเรามากๆ ดี้พอทราบว่าดีไซเนอร์ปกติค่าตัวสูงนะคะ แต่เค้ามาสอนให้เราหลายๆวันขนาดนี้เค้าก็ไม่ได้คิดเรื่องตรงนั้น เพราะเค้าอยากได้คนที่จะส่งต่อ gen ใหม่ในวงการแฟชั่นของไทยอะไรแบบนี้

มันเหนื่อยก็จริง มันเสียเวลาไปทั้งหมดนั่นแหละ แต่ว่ามันก็ได้อะไรกับมาคุ้มมากจริงๆ

มันทำให้เรารู้ว่า ในวงการแฟชั่นเราทำงานคนเดียวไม่ได้ และเรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะมากๆเลย ทั้งเรื่องการบาลานซ์สไตล์ของงานกับความต้องการตลาด และการทำให้คนที่เห็นงานของเราแล้วชอบด้วย มันคือเรื่องการแสดงจุดยืนให้คนอื่นยอมรับ ซึ่งมันก็ต้องทำไปเรื่อยๆ Collection เดียวก็คงไม่พอ และการโชว์งานครั้งนี้ก็สร้างความมั่นใจในกับดี้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเหมือนกับเราเคยทำเสื้อผ้าโชว์งานใหญ่ๆมาแล้ว งานต่อๆไปก็น่าจะมีความั่นใจและสติเพิ่มมากขึ้นด้วย(หัวเราะ)

พราว : มีภูมิต้านทานที่เยอะขึ้นจากการเจอคนหลากหลายรูปแบบ มีสติมากขึ้นเยอะ อันนี้สำคัญเลย พอเราเจอเหตุการณ์ หรือปัญหาที่มันหนักมากจริง มันจะต้องหาทางออกให้ได้ นั่งนิ่งๆมีสมาธิอยู่กับตัวเองให้เยอะๆ ส่วนในเรื่องความรู้คือได้มาเยอะมากแต่คนเราห้ามหยุดพัฒนายังมีหลายอย่างให้ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไปอีก ขอบคุณทีมงานทุกคน และวิทยากรทุกๆท่าน คือเวลาเรามีปัญหาอะไรก็ปรึกษาพี่ๆเค้าได้ตลอดเลย พี่เค้าก็ดูแลดีมากๆ อยากให้มีโครงการแบบนี้ต่อๆไป เพราะเป็นงานที่พัฒนาคนได้ดีมากๆเลยค่ะ


โชว์ครั้งนี้ทำให้เราสนใจหรือมีมุมมองอะไรใหม่ๆเพิ่มเป็นพิเศษไหม?

พราว : ได้รู้วิธีการถ่ายทอดผลงานผ่านหลายๆสื่อค่ะ อย่างถ้าการเดินโชว์การจะมีวิธีการพรีเซ้นต์ Concept ผ่านทางแสง เพลง การสไตล์ลิ่งและฉาก แต่ถ้าเป็นถ่ายลงแมกกาซีนหรือสื่ออื่นๆก็จะมีการพรีเซ้นต์ในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ

คิดดี้ : ของดี้สนใจเรื่องเท็กซ์ไทล์(Textile)ค่ะ อยากทำในเรื่องของเทคนิคเช่นการยอม หรือการเพิ่มมูลค่าของผ้ามากกว่า เพราะตอนที่เราทำ ELLE เราก็สังเกตเห็นว่าผ้าในเมืองไทยที่สวยๆก็หายาก ถ้ามีที่ๆเป็นสตูดิโอเท็กซ์ไทล์ที่ทำผ้าตามสั่งได้เลยและมีความรู้ทางด้านการออกแบบหน่อย ก็คิดว่าก็อยากลองทำดูก็อาจจะดีนะคะ

อยากให้บอกอะไรกับน้องๆ generation ใหม่ที่กำลังเรียนแฟชั่นหรือสนใจแฟชั่นอยู่ในตอนนี้หน่อย

คิดดี้ : อยากให้มีแรงผลักดันแล้วก็มีไฟเยอะๆเพราะว่าเรียนแฟชั่นการจะเดินไปแต่ละก้าวมันต้องใช้แรงเยอะมากๆ หลายๆคนก็คงได้ยินว่าเรียนแฟชั่นมันเหนื่อย ซึ่งมันก็เหนื่อยจริงๆ(หัวเราะ) แต่สุดท้ายดี้เชื่อว่าคนชอบแฟชั่น ยังไงก็ต้องทำแฟชั่น แต่จะทำอะไรในแฟชั่นแค่นั้นเองค่ะ ก็ทำต่อไปให้เต็มที่ อยากให้เก็บแรงเอาไว้เยอะๆ มีแรงบันดาลใจที่สิ่งที่ตัวเองอยากทำแค่นั้นก็ไปต่อได้อยู่แล้วค่ะ

พราว : จริงๆเรียนแฟชั่นหรือจากมุมมองคนที่มาชมผลงาน มันดูง่าย สวยหรูนะคะ แต่ว่าเบื้องหลังจริงๆคือมันเหนื่อยเหมือนกันแต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เรารักอะ ยังไงเราก็จะสนุก และแฮปปี้กับการทำงานในทุกๆวัน สำหรับน้องๆที่ชอบแฟชั่นจริงๆมันไม่จำเป็นว่าเราเรียนแฟชั่นแล้วจะต้องเป็นดีไซน์เนอร์อย่างเดียว สายอาชีพนี้มันกว้างมาก เราอาจจะเป็นสไตล์ลิส ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นมาร์เกตติ้ง หรือว่าจะเป็นbuyer ก็ได้ มันแล้วแต่เราเลย

artHOUSE ขอแสดงความยินกับน้องๆทั้ง 2 คนอีกครั้ง

ขอให้น้องๆ ประสบความสำเร็จและมีความสุขในวิชาชีพนี้ที่น้องๆเลือกและตั้งใจ








ขอบคุณรูปภาพทั้งหมดจาก



© Copy Right artHOUSE Institute, All Rights Reserved. ไม่อนุญาติให้นำบทความไปดัดแปลง, เขียนใหม่, หรือนำไปเผยแพร่ในที่สาธารณะโดยไม่ใส่เครดิตหรือได้รับอนุญาติ


ดู 41 ครั้ง